โดย suchai » ศุกร์ ก.ย. 03, 2010 10:17 pm
ตอนนี้หนึ่งในปัญหาที่เจอคือ สินค้าซื้อมาขายไปหลายชนิด เราไม่ได้เก็บstockไว้กับร้าน ดังนั้นบางทีเมื่อลูกค้ามาซื้อของ เราก็เปิดบิลขายก่อนค่อยซื้อเข้ามา
น่าจะเป็นว่าของมาแล้วยังไม่ทำรับเข้า แล้วก็เปิดบิลขายไปก่อน ใ้ห้ stock ติดลบชั่วขณะ แล้วค่อยมาทำรับเข้าตอนเย็นหรือวันรุ่งขึ้น(การรับสินค้าควรบันทึกวันตามจริง ส่วนใหญ่คนคีย์ข้อมูลจะพลาดตอนคีย์ย้อนหลัง)
ปกติ หากเราขายสินค้าที่ไม่มีการรับเข้า หากรู้ราคาทุนมาตรฐาน ก็ใส่ราคาทุนมาตรฐานเข้าไปในรายละเอียดสินค้าก่อน โปรแกรมจะเอาราคาทุนนี้มาใช้ชั่วคราว จนว่า RR (ซื้อเงินเชื่อใบแรกจะมา) ทุนที่แท้จริงจะถูกนำมาคำนวณให้ใหม่สำหรับสินค้าที่ติดลบออกไปทีแรก แม้ว่าจะคีย์ไม่เป็นไปตามลำดับแต่ยอดรวมจะลงตัวกันและต้นทุนโปรแกรมจะปรับตัวให้ ยกเว้นรอยต่อระหว่างปี สินค้าห้ามติดลบเพราะโปรแกรมคำนวณสินค้าติดลบไม่ได้ครับ
(สินค้าของบริษัทจะเป็นพวกวัสดุก่อสร้างครับ)
น่าจะใช้การคำนวณต้นทุนแบบ FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) เวลาจะดูทุนเฉลี่ยสามารถดูได้จากราคาต่อหน่วยที่ปรากฏบนหน้าจอตอนเลือกสินค้า
ทีนี้ ปัญหาที่พบคือ เมื่อใช้moving averageคู่กับการขายของติดลบแล้ว ทำให้การคำนวณต้นทุนผิดพลาด เพราะระบบจะนับต้นทุนของที่ขายไปเป็น 0 ทำให้การคิดต้นทุนรวมไปถึงกำไรขาดทุนผิดพลาดหมด
การที่ต้นทุนผิดพลาด มีมาจากหลายสาเหตุ การปล่อยให้ stock ติดลบชั่วขณะอีกทั้งไม่มีราคาทุนมาตรฐาน ก็ทำให้โปรแกรมไม่สามารถหาต้นทุนได้ และถ้ามีการปรับปรุงยอดสินค้า JU TK โดยไม่ใส่มูลค่าทุนเข้าไปด้วย ต้นทุนสินค้ายิ่งผิดปกติเข้าไปอีก
ทีนี้หลังจากปรึกษากับทางexpressแล้ว หากเรายังต้องใช้การคิดต้นทุนแบบmoving averageอยู่ปัญหานี้ก็จะมีต่อไป ในที่สุด ทางร้านเลยเลี่ยงมาใช้การออกเป็นใบรับมัดจำแทนการออกใบเสร็จ [color=blue]แล้วค่อยออกใบเสร็จให้อีกครั้งตอนสินค้าเข้าจริงน่ะครับ[/color]
แต่วิธีนี้ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้หมด เพราะใน[color=blue]บางกรณีลูกค้าเค้าต้องการใบเสร็จใบกำกับเลย ไม่ใช่ใบมัดจำ[/color]
ลูกค้าจ่ายเงินก่อนและรับใบเสร็จ ส่วนของค่อยส่งทีหลัง หรือลูกค้าขอใบกำกับสินค้า/ใบกำกับภาษี ก่อน เพื่อเอาภาษีไปใช้ก่อน แล้วสินค้าค่อยว่าทีหลัง ตังค์ก็ยังไม่จ่าย
หากลำดับเหตุการณ์ของเอกสารเกิดก่อนเกิดหลังมันไม่ถูกต้อง ก็จะกระทบกับการคำนวณยอดสินค้าและราคาทุนไปด้วย