การบันทึกทรัพย์สินเหลักจากหมดสัญญาเช่ารถ

โพสต์แล้ว:
ศุกร์ ก.ค. 07, 2017 2:31 pm
โดย chomkai
สวัดสีค่ะ ทราบถามเกี่ยวกับ การ รถยนต์VOLVO สัญญาระบุว่า เป็นการเช่ารถ ที่มีหัก ณ ที่จ่าย 5%
ราคารถยนต์ 2,269,000 บาท ซื้อรถเมื่อวันที่ 05 มีนาคม 2556
ค่างวดต่อเดือน 36,000 บาท มี หัก ณ ที่จ่าย 5% จาก 33,644.85 ( ก่อนรวมVat)
กรณีนี้ เวลาบันทึกรายการ ในโปรแกรม Express ในหัวข้อ ข้อ5 บัญชี B.รายการทรัพย์สิน
1.ตอนไหน หรือรอให้ บันทึกค่าเช่า จนครบ 5ปี ถึงจะ บันทึกเป็นทรัพย์สิน
2.ถ้าบันทึกค่าเช่า ครบ 5ปีแล้ว ให้บันทึกรับเป็นทรัพย์สิน
คือ 2.1 ระบุวันซื้อ คือวันที่ 05มีนาคม 2556 2.2 ราคาทุน คือ 2,269,000 บาท ราคาซาก คือ 1,269,000 บาท
2.3 ช่องวันเริ่มใช้งาน คือ 05 มีนาคม 2556 2.4 ช่องอายุการใช้งาน 5ปี 2.5 อัตรา 20%
3.คิดค่าเสื่อม ....... ตรง นี้ ให้โปรแกรมคำนวณ แบบไหนค่ะ เพราะ ซื้อรถ 2556
Re: การบันทึกทรัพย์สินเหลักจากหมดสัญญาเช่ารถ

โพสต์แล้ว:
จันทร์ ก.ค. 10, 2017 9:02 am
โดย savek
ขออนุญาตนำข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษีมาลงไว้ให้พิจารณานะครับ
คุณ Farsai Narak ได้โพสต์ไปในไทม์ไลน์ "สุเทพ พงษ์พิทักษ์" แฟนเพจ เมื่อ 23 ธ.ค. 2556 จากบริเวณ Bangkok ว่า
"ขอสอบถามอาจารย์สุเทพ ในเรื่องของการคิดค่าเสื่อมราคารถยนต์ที่เช่าซื้อดังนี้ค่ะ
บริษัทฯ ได้ทำการเช่าซื้อรถยนต์กระบะ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ในราคา 570,000 บาท (ราคาซื้อเป็นเงินสด 520,000 บาท) โดยบริษัทฯ จ่ายเงินดาวน์ในวันออกรถยนต์ 150,000 บาทส่วนที่เหลืออีก 420,000 เข้าไฟแนนท์ค่ะ โดยมีค่าผ่อน 8,000 บาท 60 งวด
ขอสอบถามดังนี้
1. บริษัทฯ จะมีค่าเสื่อมราคาปี 2556 จำนวนเท่าไรค่ะ
2. บริษัทฯ จะมีมูลค่าต้นทุนที่จะคิดค่าเสื่อมราคาไรค่ะในทางภาษีอากร เพราะทางบัญชีให้บันทึกราคาต้นทุนรถยนต์ด้วยราคาเงินสดคือ 520,000 บาท
3. เงินดาว์นนำไปรวมกับเงินงวดอีก 2 งวด (150,000+ 16,000) คือ 166,000 บาทแล้วเอาไปเปรียบเทียบกับค่าเสื่อมราคาที่คิดในอัตรา 20% ใช่หรือไม่ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ"
เรียน คุณฟ้าใส น่ารัก
เกี่ยวกับค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคารถยนต์กระบะ ที่บริษัทฯ ได้เช่าซื้อมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ในราคา 570,000 บาท (ราคาซื้อเป็นเงินสด 520,000 บาท) โดยบริษัทฯ จ่ายเงินดาวน์ในวันออกรถยนต์ 150,000 บาทส่วนที่เหลืออีก 420,000 เข้าไฟแนนท์ค่ะ โดยมีค่าผ่อน 8,000 บาท 60 งวด รวมเป็นค่ารถยนต์กระบะทั้งสิ้น (150,000 + 480,000) 630,000 บาท
ในทางบัญชีบริษัทฯ บันทึกทรัพย์สินรถยนต์ในวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ตามราคาซื้อเงินสด คือ 520,000 บาท ส่วนที่เหลือเป็นดอกผลรอตัดจ่ายจำนวน 110,000 บาท
เนื่องจากรถยนต์กระบะตอนเดียว ไม่ว่าจะมี cab หรือไม่ก็ตาม หากบริษัทฯ นำมาใช้ในกิจการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อจากการเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าว สามารถนำไปถือเป็นเครดิตหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ จึงสมมติว่า ราคารถยนต์ที่ยกมานั้นไม่รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม
การบันทึกบัญชี แต่ละกรณีเป็นดังนี้
1. เมื่อซื้อรถยนต์กระบะ
เดบิต รถยนต์กระบะ.........................520,000
.........ดอกผลเช่าซื้อรอตัดจ่าย..........110,000
.........ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนด........... 33,600
.........(480,000 x 7%)
.........ภาษีซื้อ (150,000 x 7%) ...... 10,500
…………เครดิต เงินสด (150,000 + 10,500) ......160,500
.....................เจ้าหนี้เช่าซื้อ............................503,100
2. เมื่อชำระค่างวดเช่าซื้อแต่ละงวด
เดบิต เจ้าหนี้เช่าซื้อ........................... 8,560
.........ดอกผล ......................................xxx
.........ภาษีซื้อ .....................................560
…………เครดิต เงินสด (8,000 + 560) .................8,560
.....................ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนด....................560
.....................ดอกผลเช่าซื้อรอตัดจ่าย...................xxx
ต่อข้อถาม ขอเรียนว่า
1. วิธีการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา
1.1 ในทางบัญชี ให้ห้างฯ คำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคารถยนต์กระบะจากราคาซื้อเงินสด (520,000 บาท) ตั้งแต่วันที่ได้มาซื่งทรัพย์สินคือ 1 ตุลาคม 2556 จนถึงวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งสมมติว่าเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2556 (จำนวน 92 วัน) ตามอัตราค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาที่ห้างฯ ได้เลือกใช้วิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป และอัตราค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามหลักความสม่ำเสมอที่ห้างฯ ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับรอบระยะเวลาบัญชีปีก่อน ทั้งนี้ โดยคำนวณหักจากมูลค่าต้นทุน ที่หักด้วยค่าซาก
1.2 ในทางภาษีอากร
ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 ที่กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการคำนวณค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาว่า “...เมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้เลือกใช้วิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป และอัตราที่จะหักอย่างใด แล้วให้ใช้วิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป และอัตราที่จะหักอย่างใด แล้วให้ใช้วิธีการทางบัญชีและอัตรานั้นตลอดไป เว้นแต่ จะได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงจากอธิบดีกรมสรรพากร หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายและให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับอนุมัตินั้น”
2. มูลค่าต้นทุนที่จะคิดค่าเสื่อมราคาในทางภาษีอากร
สำหรับมูลค่าต้นทุน ที่จะนำมาใช้ในการคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคานั้น ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 ได้กำหนดว่า “ทรัพย์สินที่ได้มาโดยการเช่าซื้อ หรือโดยการซื้อขายเงินผ่อนมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินนั้นให้ถือตามราคาที่พึงต้องชำระทั้งหมด...” ซึ่งก็คือจำนวน 630,000 บาท นั่นเอง
ในกรณีนี้ จึงเกิดความแตกต่างในทางบัญชีและทางภาษีอากร
(1) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในทางบัญชีจะต่ำกว่าทางภาษีอากร จึงต้องปรับปรุงหักเพิ่มขึ้นในแบบ ภ.ง.ด.50
(2) ค่าดอกผลเช่าซื้อตัดจ่ายในทางบัญชี ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามต้องปรับปรุงบวกกลับทั้งจำนวน
3. สำหรับความในส่วนท้ายของมาตรา 7 แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 ได้กำหนดว่า “...แต่ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาที่จะนำมาหักในรอบระยะเวลาบัญชี จะต้องไม่เกินค่าเช่าซื้อหรือราคาที่จะต้องผ่อนชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น” ให้ใช้บังคับกับกรณีที่มีการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเท่านั้น หากไม่มีการผิดสัญญาก็ไม่ต้องคำนึงถึงข้อความในส่วนนี้แต่อย่างใด
จากแฟนเพจของอาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์ครับ