หน้า 1 จากทั้งหมด 1

ขอคำแนะนำเกี่ยวกับการค้าฝากขาย

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ก.ย. 29, 2011 9:45 am
โดย OLO
เป็นสินค้าฝากขายมีการเปิด Invoice ไปแล้ว....แต่ยังไม่มีการขายพอสิ้นเดือนรับยอดขายมา...แล้วมาทำการเคลียร์ยอดในโปรแกรม...ที่ผมเข้าใจคือทำการลดหนี้ตัวที่ขายไม่ได้ออกไปให้เหลือเฉพาะตัวที่ขายได้เพื่อที่จะไปออกใบวางบิลและออกใบเสร็จ.แล้วทำการตั้งลูกหนี้ของตัวที่ลดหนี้ไปขึ้นมาใหม่ (ฝากขายต่อ) แต่ปัญหามีอยู่ว่า.ท่านผุ้จัดการไม่ต้องการให้เกิดใบลดหนี้เกิดขึ้นต้องการให้ทำเปิดใบลดหนี้เฉพาะตอนที่รับคืนสินค้าจริงเท่านั้น...ให้นำยอดขายของแต่ละ Invoice ไปออกใบวางบิลและใบเสร็จเลย...ผมเลยคิดว่า...ทำการดึงยอดของแต่ละ Invoice เข้ามาที่ใบวางบิลแล้วจิ้มยอดขายที่จะออกใบเสร็จลงไปเลย....เพื่อที่จะนำมาออกใบเสร็จ...แต่ใบวางบิลก็จะโชว์ยอดคงค้างอยู่...คือจะให้ทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตัดยอดของ Invoice ใบนั้นให้หมดไป...ผมเลยสงสัยว่า...การที่ทำเช่นนี้มันจะมีผลต่อการออกรายการยอดขายอะไรไหมครับ....

ขอความคิดเห็นจากทุกๆ ท่านด้วยครับ...

Re: ขอคำแนะนำเกี่ยวกับการค้าฝากขาย

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ก.ย. 29, 2011 2:12 pm
โดย suchai
ผมอยากให้คุณอ่าน การประยุกต์ธุรกิจขายฝาก จาก http://www.esg.co.th/helpdesk/index.html ด้านขวามือ มองหา ธุรกิจประยุกต์ เลือกอ่านข้อย่อย ธุรกิจขายฝาก (ห้าง)

และ กระทู้เก่าๆ ตรงช่อง [color=red]ค้นหา
ด้านบน Webboard มีช่องให้ใส่คำค้น ใส่คำว่า  ฝากขาย แล้วกด ค้นหาแล้วอ่านกระทู้เก่าๆ

ทั้งหมดนี้พอสรุปได้เป็น 2 กลุ่ม ว่า จะออกใบส่งของ หรือจะออก INVOICE มี VAT

เราอาจต้องเผชิญกับการจัดการระบบฝากขาย ทั้ง 2 แบบ

แล้วมีตัวแปร อะไรที่มาเกี่ยวข้อง

1.ชนิดเอกสาร และการเดินเอกสาร Document Flow ว่าจะเดินกันอย่างไร ให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด และไม่สับสนหรือซ้ำซ้อนมากที่สุด มันเป็นเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนัก ในตัวแปรหลายตัว ว่าจะเอาอะไรมาก่อน หรือหาน้ำหนักเฉลี่ยเพื่อให้ได้ประโยชน์พร้อมๆ กัน
2.VAT ว่าจะเกิดขึ้นเลยหรือไม่
3.STOCK ว่าจะตัดหรือไม่ตัด ถ้าใช้ SO ใบสั่งขาย โปรแกรมไม่ตัด stock  (แต่ได้ขบวนการในการดึงตัดสินค้า และใช้รายงานช่วยเตือนการตกค้างได้) ส่วนการใช้วิธีสร้างคลังฝากขาย อันนี้ก็น่าสนใจ เพราะเวลากด F6 เลือกหรือค้นหา สามารถเห็นยอดฝากได้ในเวลาไม่กี่วินาที ถ้าไม่มีการคืนของก็คงไม่มีปัญหาเรื่องต้นทุน แต่ถ้าทำคืนของ ก็ต้องออกแรงปรับต้นทุนกันหน่อย ตรงนี้ผมชอบแบบลูกผสม กรณีใบส่งของไม่มี VAT ออกใบสั่งขาย และทำการโอนย้ายเข้าคลังขายฝาก พอจะตัดยอด ก็ไปตัดยอดในคลังขายฝาก ส่วนที่คงค้างก็คือยอดคงเหลือของคลังขายฝากนั้น (บางคนฟังแล้วคล้อยตาม ขอเตือนก่อนว่า อาจจะเป็นโรคสมองไหลไม่หยุด ตอนตี 3 ในฝัน สมองยังตัดจ่ายและรับผลิตแบบอัตโนมัติ)
4.การเงิน การตัดลูกหนี้ การรับชำระ การวางบิล ต้องเกิดความชัดเจนและไม่ซ้ำซ้อน
5.บัญชี ในการประยุกต์ทาง Express ได้ออกแบบระบบบัญชีนำร่องไว้ดีแล้ว แต่มีหลายจังหวะเวลา เอาแนวนี้มาประยุกต์ ผมว่าเหมาะ
6.การวิเคราะห์การขาย วิเคราะห์สภาพลูกหนี้ และอื่นๆ ยังนึกไม่ออก
7.ตัวแปรที่สำคัญที่สุดและตัวนี้คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น มันล่องหนได้ อะไรรู้มั้ยเอ่ย  เวลาที่ธุรกรรมต่างๆ เคลื่อนตัวไป ผู้ที่เข้าใจและเข้าถึงจังหวะของ เวลา ในการทำงานได้อย่างแท้จริง ผู้นั้นจะได้ลิ้มรสชาติของข้อมูลที่มีความเป็นจริง สมเหตุสมผล มากที่สุด

สรุปว่า ต้องเอาหลายๆ ตัวแปร มาชั่งน้ำหนักดูว่า ตรงไหนเหมาะสมที่สุด เพราะถ้าเป็นบัญชี ก็เอาข้อ 5 ถ้าเป็น การเงิน ก็เอาข้อ 4 ถ้าเป็น stock ก็เอาข้อ 3 อย่างใดอย่างหนึ่ง มันจะมีผลกระทบกับส่วนงานข้างเคียงได้ มันเหมือนว่า ต้อง Implement ระบบฝากขาย เพื่อให้ทุกคนพอใจ และไม่ยุ่งยาก คงคุยได้ในระดับแนวคิด ทำจริงก็ต้องทำได้ปรับไป ส่วนตอนจบที่ผมเห็นในหัวสมองคือ มันต้องมีอย่างน้อย 1 รายงาน ที่สามารถบอกเรื่องราวต่างๆ ได้ทั้งหมด ว่า ขายไปเท่าไหร่ ลดหนี้เท่าไหร่ stock คงเหลือเท่าไหร่ คืนของเท่าไหร่ ยอดวางบิลถึงไหน ยอดหนี้คงค้างเท่าไหร่ ยอดการขายดีมั้ย

คงช่วยได้เท่านี้ครับ

[/color]