หน้า 1 จากทั้งหมด 1

การกำหนดรหัสสินค้าประเภทขายพร้อมติดตั้ง

โพสต์โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ค. 24, 2012 2:09 pm
โดย acceptone
บริษัทฯ เพิ่งเปิดกิจการใหม่ค่ะ ซื้อโปรแกรม Express มาลง บริษัทฯ ประกอบกิจการประเภทซื้อมาขายไป แต่มีบางรายการที่ขายสินค้าพร้อมติดตั้งให้กับลูกค้าด้วย และจะเพิ่มรหัสสินค้าของรายการสินค้า "แผงระแนงบังตาไวนิล จำนวน 58.92 ตร.ม. นี่ไปในรหัสสินค้าได้ยังไงค่ะ ในรายการนี้ส่งสินค้าให้กับลูกค้าประกอบด้วย
ระแนงไวนิล ขนาด 1x1นิ้ว 3 ม. สีโอ๊ค จำนวน 6 เส้น
ระแนงไวนิล ขนาด 1x1นิ้ว 4 ม. สีโอ๊ค จำนวน 99 เส้น
แต่เวลาออกบิลให้ลูกค้าจะออกเป็นแผงระแนงบังตาไวนิลให้กับลูกค้า ซึ่งถ้าขายอย่างเดียวก็จะออกบิลเป็นเส้นเลย แต่ในรูปแบบนี้ทางบริษัทฯ ขายเป็นแพ็คเก็จให้ลูกค้า ซึ่งถ้าขายอย่างเดียวลงบิลไปมันก็จะตัดสต็อคให้เราเองเลยใข่ไหมค่ะ แต่ในกรณีนี้เราจะตั้งรหัสสินค้าตัวนี้ยังไงได้่ สินค้าที่เราซื้อมาเป็นเส้น แต่บางรายการเราขายเป็นตารางเมตรก็มีค่ะ เพราะติดตั้งให้ลูกค้าด้วย

Re: การกำหนดรหัสสินค้าประเภทขายพร้อมติดตั้ง

โพสต์โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ค. 24, 2012 2:17 pm
โดย savek
ถ้าสินค้า แผงระแนงบังตาไวนิล เป็นสินค้าแพ็คเกจที่เราขายออกไปบ่อยๆ อาจจะใช้วิธีตั้งไว้ในเมนูสินค้าชุด (เมนูสินค้า ข้อ 3) นะครับ :)

โดยตั้งชื่อสินค้าชุดนี้เป็น แผงระแนงบังตาไวนิล ส่วนสินค้าตัวประกอบ ก็ให้ระบุเป็น ระแนงไวนิล ขนาด 1x1นิ้ว 3 ม. สีโอ๊ค จำนวน 6 เส้น และ ระแนงไวนิล ขนาด 1x1นิ้ว 4 ม. สีโอ๊ค จำนวน 99 เส้น

ซึ่งเมื่อเรานำสินค้าชุดนี้ไปขาย ระบบบัญชี Express ก็จะตัดสต๊อคสินค้าตัวประกอบในสินค้าชุดนี้ให้โดยอัตโนมัติครับ

Re: การกำหนดรหัสสินค้าประเภทขายพร้อมติดตั้ง

โพสต์โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ค. 24, 2012 3:51 pm
โดย acceptone
สินค้าแผงระแนงไวนิล ขายบ่อยค่ะ แต่เนื่องจากพื้นที่ที่ทางบริษัทฯ ติดตั้งให้ลูกค้าไม่ได้เท่าเดิมตลอดตามนี้ค่ะ ต้องยังไงค่ะ

Re: การกำหนดรหัสสินค้าประเภทขายพร้อมติดตั้ง

โพสต์โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ค. 24, 2012 3:57 pm
โดย savek
ถ้าสินค้าที่เอามาประกอบขายไม่แน่นอน คงต้องขายเป็นรายสินค้าไปครับ :)

โดยในส่วนของหน่วยนับ ถ้ามีอัตราส่วนระหว่างเส้น กับ ตารางเมตรที่แน่นอน (เช่น 1 เส้นเท่ากับกี่ตารางเมตร) ก็สามารถให้โปรแกรมคำนวณและตัดจ่ายให้ได้ครับ แม้ว่าหน่วยที่ซื้อกับขายออกไป จะมีหน่วยที่แตกต่างกัน

Re: การกำหนดรหัสสินค้าประเภทขายพร้อมติดตั้ง

โพสต์โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ค. 24, 2012 5:54 pm
โดย suchai
ระแนงไวนิล ขนาด 1x1นิ้ว 3 ม. สีโอ๊ค จำนวน 6 เส้น
ระแนงไวนิล ขนาด 1x1นิ้ว 4 ม. สีโอ๊ค จำนวน 99 เส้น  + ติดตั้ง =  แผงระแนงบังตาไวนิล จำนวน 58.92 ตร.ม.

เป็นงานติดตั้งตาม Order ถึงตารางเมตรจะบังเอิญเท่ากัน แต่องค์ประกอบ เช่น ชนิด สี และจำนวนเส้น ก็ยังไม่เท่ามีได้หลายสูตร

[color=red]วฺิธีที่ 1
ที่คุยกันไว้ว่า ใช้รหัสสินค้าชุด เวลาจะออกบิล คือกำหนดรหัสสินค้าชุดขึ้นมาเฉพาะ แล้วทำการตัด ตัวประกอบตามที่เห็น ดูแล้วก็จะง่ายเวลาออกบิล แต่ถ้าติดตั้งงานเกินหนึ่งวัน ตัวประกอบโดนตัดไปใช้แล้ว กว่าจะมาออกบิล stock คงเหลือ ก็ไม่ตรงไปตั้งแต่ตอนหยิบของไปแล้ว

          วิธีนี้สะดวก สำหรับใช้โปรแกรมออกบิล และตัดของให้เสร็จ พร้อมไปติดตั้ง

วิธีที่ 2 หากเป็นงานที่ใหญ่ ต่อเนื่องหลายวัน การออกบิลเพื่อตัดยอดที่เดียวจะไม่เหมาะ เราอาจจะเลือกวิธีอื่น เช่น จ่ายเพื่อติดตั้งตามวันจริง PD จ่ายเพื่อติดตั้ง เมื่อการติดตั้งแล้วเสร็จ ก็รับเป็นสินค้าสำเร็จรูปจากการติดตั้ง PI เมื่อรับเข้ามาแล้ว ก็จะมีรหัสสินค้าสำเร็จรูปเพื่อไปทำการตัดขายอีกที (ขบวนการจะยาวขึ้น)

          วิธีนี้จะควบคุม การเบิกจ่าย และรับสินค้า ตามเวลาจริง stock ภายในจะเป็นไปตามจริง

ในโปรแกรม express สนับสนนหลายระบบ เช่น ระบบเอกสาร ระบบ stock ระบบการเงิน การออกแบบในแต่ละวิธีจะมีประโยชน์ที่ไม่เหมือนกัน หลายที่อาจจะซื้อโปรแกรมเพื่อประโยชน์ระดับแรก คือ การออกบิล ออกเอกสาร แต่ในธุรกรรมจริงๆ มันมีมากกว่าคำว่า เอกสาร ยังมีส่วนอื่นๆ ที่จะต้องพิจารณาประกอบไปด้วย เพื่อให้ระบบต่างๆ เดินไปได้อย่างราบรื่นและไม่ขัดแย้งกัน

เห็นว่าเพิ่งใช้โปรแกรม ก็แนะนำว่าให้ใช้วิธีที่ 1 จะทำให้ออกเอกสารง่าย พอใช้ๆไปแล้วพบว่า ออกบิลตัดสินค้าทั้งหมดไปก่อน แต่อาจจะทยอยไปติดตั้ง ทำให้ stock คงเหลือใน store ตรวจเช็คยาก ก็ปรับมาใช้วิธีที่ 2 หรือใช้แบบ 2 ทางเลือกคือ งานเล็กเสร็จในเวลานั้นเลย ให้ใช้วิธีที่ 1 ถ้าเป็นงานใหญ่ต้องใช้เวลาหลายวันและเบิกของหลายครั้ง ก็เปลี่ยนมาใช้วิธีที่ 2 สลับกันไป

แต่ทั้ง 2 วิธีก็ยังไม่ตรงใจผมซะทีเดียว เพราะนอกจากโปรแกรมบัญชี express ที่ทุกๆ ท่านใช้กันหนาแน่นอยู่ทั่วทุกหมู่บ้านในเมืองไทย ยังมีโปรแกรม express ที่ทำเกี่ยวกับ การผลิต งานรับเหมา ซึ่งรองรับการทำงานตั้งแต่ วันเดียวเสร็จ หรือหลายๆวัน หลายๆเดือน จะมีการกำหนดหมายเลขงาน และจะมีการบันทึกธุรกรรมอยู่ 3 อย่างคือ วัสดุงานที่ใช้  ค่าแรง และค่าใช้จ่าย ซึ่งจะทำให้ทราบต้นทุนสุทธิต่องานได้ ในขณะเดียวกัน ยังสามารถ รู้สัดส่วนของการใช้วัสดุต่อขนาดงาน ซึ่งเอามาให้ค่าเฉลี่ยหรือค่าทางสถิติได้ ในขณะที่ค่าแรง สามารถนำมาทำเบิกจ่ายและรับรู้ว่า ใครเข้าไปทำงานอะไรบ้าง ในช่วงเวลาหนึ่งๆ (เราไม่ได้วัดกันที่เวลาต๊อกบัตร แต่เราจะมองว่า จำนวนคนเท่านี้ กับผลผลิตของงานขนาดนี้ เหมาะสมกันหรือไม่ เพราะเป็นข้อมูลจริง) แล้วเราก็นำข้อมูลเหล่านี้ไปทำการจ่ายค่าแรง ตามวิก 15 วัน หรือจ่ายเป็นเดือน เงินที่จ่ายไปสามารถสะท้อนผลผลิตที่แรงงานเหล่านี้ทำไปได้จริง [/color]