·การบันทึกยอดยกมาของสินค้า บันทึกตามล็อตของสินค้าคงเหลือจากปีที่แล้ว ให้เรียงลำดับของล๊อตคงเหลือ ตามวันที่ของเอกสาร และลำดับที่ของรายการสินค้า
·การซื้อสินค้า คิดต้นทุนตามราคาซื้อที่บันทึก ซึ่งจะเรียงลำดับตามล๊อตของเอกสารที่รับเข้า โดยดูจากวันที่ของเอกสาร และลำดับที่ของรายการสินค้า
·การขายสินค้า กรณีมีสินค้าอยู่ในสต๊อก โปรแกรมจะตัดต้นทุนสินค้าตามล๊อตที่รับเข้ามาก่อน โดยจะดูตั้งแต่ล๊อตยกมาของสินค้า ถ้ายอดยกมาของสินค้าไม่มี ก็จะดูจากล๊อตที่ซื้อเข้ามาก่อน
| (รูปที่ 1) |
| แต่ในกรณีที่ล๊อตที่ซื้อเข้ามานั้นมีการทำลดหนี้/ส่งคืนสินค้า ก็จะข้ามล๊อตนี้ไปและไปตัดในล๊อตซื้อถัดไป |
(รูปที่ 1.1)
| • | กรณีที่ไม่มีสินค้าอยู่ในสต๊อก โปรแกรมจะดึงราคาทุนมาตรฐานมาเป็นต้นทุนชั่วคราวให้ |
(รูปที่ 2)
| ถ้ามีการรับสินค้าเข้าเมื่อไหร่ก็จะนำต้นทุนของล๊อตรับเข้านั้นมาเป็นต้นทุนให้ แต่ถ้าไม่มีการใส่ราคาทุนมาตรฐานไว้ รายการขายนั้นก็ตัดแบบไม่มีต้นทุนจนกว่าจะมีล๊อตรับเข้ามา |
(รูปที่ 2.1)
| • | กรณีที่มีสินค้าไม่พอตัดและไม่ได้ใส่ราคาทุนมาตรฐาน โปรแกรมก็จะนำต้นทุนของล๊อตสินค้าที่เหลืออยู่มาเป็นต้นทุนในการตัดให้ ราคา/หน่วยที่ได้ก็จะเป็นราคาที่ถั่วเฉลี่ยใหม่ |
| (รูปที่ 3) |
| • | กรณีที่มีสินค้าไม่พอตัดและได้ใส่ราคาทุนมาตรฐานไว้ โปรแกรมก็จะนำต้นทุนของล๊อตคงเหลือที่มี บวกกับราคาทุนมาตรฐาน และนำมูลค่าที่ได้มาถั่วเฉลี่ยเป็นราคา/หน่วยให้ |
|
(รูปที่ 4) |
| • | การลดหนี้/รับคืนสินค้า ในกรณีที่มีการอ้างถึงเอกสาร IV |
| • | การลดหนี้อย่างเดียว ถึงแม้จะอ้างเอกสารหรือไม่อ้างถึงก็ตามจะไม่มีผลกับการคิดต้นทุนสินค้าเลย โปรแกรมจะมองว่าเป็นการลดแต่ยอดลูกหนี้อย่างเดียว |
| • | กรณีที่สินค้าไม่ติดลบ โปรแกรมก็จะคิดต้นทุนรับคืนตามเอกสารที่อ้างถึง |
| (รูปที่ 5) |
• กรณีที่สินค้าติดลบไม่ควรอ้างถึงใบกำกับ เพราะโปรแกรมจะคำนวณหาต้นทุนไม่ถูกต้อง เมื่อมีการคำนวณสินค้าก็จะมีข้อความ Error ขึ้นมาดังนี้
2677 เกิดปัญหาในการคำนวณต้นทุนของรายการลดหนี้/รับคืนสินค้า สินค้ารหัส [XXXXXXXXXXX] ใบรับคืน .../.../... [SR........... - ....] ใบขายสินค้า .../.../... [IV............. - ....] วิธีแก้ไข: ท่านจะต้องไปบันทึกต้นทุนของรายการสินค้าที่รับคืนเข้าไปเอง โดยเข้าไป ที่เมนู ' สินค้า / 7. ซ่อมแซมสินค้า / 3. แก้ไขรายการต่างๆ ของสินค้า' หาสินค้ารหัสนี้ขึ้นมา แล้วกด <Ctrl+F7> เข้าไปแก้ไขราคาทุนของรายการที่รับคืน คำอธิบายเพิ่มเติม : ปัญหานี้จะเกิดขึ้นเฉพาะในการคิดต้นทุนแบบ FIFO ในกรณีที่ ไม่มีของในสต๊อกแต่ต้องออกบิลขายก่อน โปรแกรมจะดึงราคาทุนมาตรฐาน มาใช้เป็นต้นทุนของรายการชาย ต่อมามีการรับคืนสินค้านั้นกลับเข้าสต๊อก โปรแกรมก็จะดึงต้นทุนของรายการที่ขายมาเป็นต้นทุนของการรับคืน และจะเริ่มคำนวณต้นทุนสินค้านี้ใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้ต้นทุนของรายการ ที่ขายจะถูกดึงจากล๊อตที่รับคืน และเมื่อคำนวณถึงล๊อตที่รับคืนโปรแกรมก็จะ ไปดึงต้นทุนจากรายการขายที่อ้างถึง ทำให้การคำนวณต้นทุนวนกลับไป-มา ไม่รู้จบ ซึ่งทางแก้ไขปัญหาคือ ต้องป้อนต้นทุนสินค้าที่รับคืนเข้าไปเอง
<ตกลง>
ซึ่งโปรแกรมจะฟ้องขึ้นมาให้ไปลบเอกสารที่อ้างถึงออก เพราะโปรแกรมจะดึงราคาทุนมาตรฐานมาใช้เป็นต้นทุนของการขาย (สินค้าติดลบ) ต่อมามีการรับคืนสินค้านั้นกลับเข้าสต๊อกโปรแกรมก็จะดึงต้นทุนของรายการที่ขายมาเป็นต้นทุนของการรับคืนและจะเริ่มคำนวณต้นทุนสินค้านี้ใหม่อีกครั้ง แต่คราวนี้ต้นทุนของรายการที่ขายจะถูกดึงจากล๊อตที่รับคืน และเมื่อคำนวณถึงล๊อตที่รับคืนโปรแกรมก็จะไปดึงต้นทุนจากรายการขายที่อ้างถึง ทำให้การคำนวณต้นทุนวนกลับไป-มาไม่รู้จบ ซึ่งทางแก้ไขปัญหาคือต้องป้อนต้นทุนสินค้าที่รับคืนเข้าไปเอง
| • | การลดหนี้/รับคืนสินค้า ในกรณีที่ไม่มีการอ้างถึงเอกสาร IV |
| • | ราคาต้นทุนรับคืนที่โปรแกรมหาจะมาจากรายการซื้อหรือรับเข้า (ในกรณีรับเข้าจะมาจากเอกสารรับสินค้าสำเร็จรูปจากการผลิตและเอกสารปรับปรุงเพิ่มสินค้า) ที่อยู่ก่อนหน้าเอกสารที่ทำ แต่ต้องมีหน่วยซื้อหรือรับเข้าตรงกับใบลดหนี้ด้วย หรือถ้าไม่มีรายการข้างต้นโปรแกรมนำราคาทุนมาจากยอดยกมาของสินค้าที่มีหน่วยนับตรงกันหรือยอดยกมาที่ไม่ได้ใส่หน่วยนับไว้ |
| • | กรณีที่สินค้าไม่มียอดยกมาและไม่มีการเคลื่อนไหว แต่มีการใส่ราคาทุนมาตรฐานไว้ โปรแกรมก็จะรับคืนสินค้าเข้าสต๊อกตามราคาทุนมาตรฐาน |
| (รูปที่ 6) |
| แต่ถ้าไม่ได้ใส่ราคาทุนมาตรฐานไว้โปรแกรมก็จะรับคืนสินค้าเข้าเฉพาะจำนวนโดยไม่มีราคาต้นทุน |
| (รูปที่ 6.1) |
• ถ้าไม่มีรายการตามรายละเอียดข้อ 1. และ 2. เลย และหน่วยนับย่อยใน SR ตรงกับหน่วยนับที่โปรแกรมเก็บไว้
(STMAS->LPURFAC) โปรแกรมก็จะไปนำราคามาจาก STMAS-> LPURFAC (ประวัติการซื้อครั้งล่าสุดที่โปรแกรมเก็บไว้) และถ้ามีส่วนลดก็จะหักส่วนลดก่อนที่จำนำมาใช้
(STMAS->LPURPR – STMAS->LPDISC)
• แต่ถ้าหน่วยนับใน SR ไม่ตรงกับหน่วยนับที่โปรแกรมเก็บไว้ โปรแกรมก็จะหาต้นทุนโดยนำราคาซื้อล่าสุดมาลบกับส่วนลดล่าสุด และหารด้วยหน่วยนับล่าสุด
(STMAS->LPURPR – STMAS-> LPDISC) / STMAS->LPURFAC
| • | ถ้าราคาซื้อล่าสุดไม่มีและราคาทุนมาตรฐานก็ไม่ได้ใส่ไว้ โปรแกรมก็จะรับคืนสินค้าเข้าสต๊อกแต่จำนวน ราคาทุนจะไม่มี |
| • | การทำใบเพิ่มหนี้ลูกหนี้ จะไม่มีผลกับต้นทุนของสินค้าเลย โปรแกรมจะมองว่าเป็นการเพิ่มหนี้ของลูกหนี้อย่างเดียว |
| • | การทำใบเพิ่มหนี้เจ้าหนี้ จะมีผลกับต้นทุนของสินค้า เช่นเดียวกับการทำใบลดหนี้/ส่งคืนสินค้า |
| • | การลดหนี้/ส่งคืนสินค้า ในกรณีที่มีการอ้างถึงเอกสาร RR |
| • | การลดหนี้อย่างเดียว ก็จะมีผลกับการคิดต้นทุนสินค้า โดยโปรแกรมจะไปลดมูลค่าต้นทุนตามเอกสารที่อ้างถึง |
| (รูปที่ 7) |
| • | กรณีที่สินค้าไม่ติดลบ โปรแกรมก็จะคิดต้นทุนส่งคืนตามเอกสารที่อ้างถึง |
| (รูปที่ 8) |
| • | ถ้าไม่มีรายการตามรายละเอียดข้างต้น คือไม่มียอดยกมาและยังไม่มีการเคลื่อนไหวของสินค้า แต่มีการกำหนดราคาทุนมาตรฐานไว้ โปรแกรมก็จะดึงราคาทุนมาตรฐานมาเป็นต้นทุนส่งคืนให้ |
| (รูปที่ 9) |
| แต่ถ้าไม่ได้กำหนดราคาทุนมาตรฐานไว้โปรแกรมก็จะส่งคืนสินค้าแบบไม่มีราคาทุน จนกว่าจะมีล๊อตรับเข้าราคาทุนก็จะเปลี่ยนไปตามล๊อตรับเข้านั้นๆ |
(รูปที่ 9.1)
| • | กรณีที่สินค้าติดลบ โปรแกรมก็จะตัดต้นทุนตามเอกสารที่อ้างถึง |
| (รูปที่ 10) |
| • | การลดหนี้/ส่งคืนสินค้า ในกรณีที่ไม่มีการอ้างถึงเอกสาร RR |
| • | ถ้าไม่ได้ป้อนเลขที่ใบรับสินค้าด้านบนเอกสารไว้ ดังนั้นโปรแกรมจะไม่สามารถนำยอดเงินที่ท่านป้อน ไปปรับเข้าเป็นต้นทุนในล๊อตซื้อได้ |
• #ถ้าเป็นรายการส่งคืนสินค้าโดยไม่อ้างถึงบิลซื้อ ไม่ต้องสนใจคำเตือนนี้ และให้ทำรายการนี้ต่อไปจนจบ (ให้ป้อนจำนวนสินค้าด้วย) โปรแกรมจะคิดต้นทุนเหมือนกับตัดสินค้าออกจากสต๊อกตามปกติ
• #ถ้าเป็นสินค้าที่เจ้าหนี้เพิ่มหนี้หรือลดหนี้ให้ ท่านจะต้องออกไปป้อนเลขที่ใบรับสินค้าด้านบนให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นให้กด <F6> เพื่อเลือกรายการจากใบรับสินค้าที่อ้างถึง
• #ถ้าเป็นการเพิ่มหนี้หรือลดหนี้ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับต้นทุนสินค้า ให้ย้อนกลับไปป้อนเป็นรหัสค่าใช้จ่าย โดย
. ถ้าถูกเพิ่มหนี้ ให้ป้อนเป็นรหัสค่าใช้จ่าย เช่น ค่าขนส่ง ฯลฯ
. ถ้าได้รับลดหนี้ ให้ป้อนเป็นรหัสตัดค่าใช้จ่าย เช่น ส่วนลดเงินสดรับ (ตัดยอดซื้อ) เป็นต้น
| • | รายการประจำวันสินค้า เมนูสินค้าข้อ 1. โปรแกรมจะตัดต้นทุนให้เสมือนกับรายการรับเข้าของสินค้าและการจ่ายออกของสินค้า ตามเงื่อนไขข้างต้น |
(รูปที่ 11)
| • | ถ้าเป็นรายการตรวจนับสินค้าที่เมนูสินค้าข้อ 6. โปรแกรมจะมีวิธีการคิดต้นทุนดังนี้ |
| • | ในกรณีที่เป็นการปรับปรุงเพิ่ม โปรแกรมจะนำราคาทุนมาจาก |
- STNPR =ดึงราคามาจากราคามาตรฐาน
- AVGPR =ดึงราคาจากราคาถั่วเฉลี่ยสุดท้ายของรายการก่อนหน้า TK
- LPURPR =ดึงราคาซื้อล่าสุดที่เก็บไว้ในคลังหรือรายละเอียดสินค้า
- เลขเอกสาร+ลำดับ = ดึงราคาจากเอกสาร+ลำดับนี้เลย ซึ่งเอกสารที่จะดึงมานั้นจะมาจากเอกสารซื้อ (POSOPR = '0' ) และเอกสารปรับปรุงเพิ่มสินค้า ( POSOPR = '1' )
| • | หมายเหตุ |
1.กรณีที่ดึงราคามาตรฐานมาใช้ (ค่าในช่องเป็น STNPR) แล้วต่อมาภายหลังมีการเปลี่ยนราคามาตรฐานที่แฟ้มรายละเอียดสินค้า...
โปรแกรมจะเตือนให้ทราบด้วย Error 2695
(รูปที่ 11.1)
หากท่านต้องการเปลี่ยนราคาของรายการตรวจนับนี้ใหม่ ให้ไปเปลี่ยนได้ที่ เมนูสินค้าข้อ 7.3 กด Ctrl+F7 เพื่อเข้าไปแก้ค่าใช่อง 'ราคา/หน่วย' ที่หน้า 2
(รูปที่ 11.2)
ถ้า User ไปแก้ไข 'ราคา/หน่วย' ของ TK ที่เมนูสินค้า 7.3 ดังกล่าว โปรแกรมจะให้ยืนยันอีกครั้ง จากนั้นโปรแกรมจะบันทึกข้อความว่า FIX ไว้ที่ด้านท้ายของช่อง 'เพื่อเอกสาร' เพื่อบอกโปรแกรมให้รู้ว่าเวลาที่คำนวณต้นทุนใหม่ ให้ใช้ราคาที่อยู่ในช่อง 'ราคา/หน่วย' นั้นคำนวณไปเลย (นั่นคือ ถ้าลูกค้าต้องการกำหนดราคาที่ตรวจนับเพิ่มเอง ก็จะต้องใส่คำว่า 'STNPR FIX' ไว้ในช่อง 'ราคา/หน่วย' โดยให้คำว่า FIX อยู่ชิดในช่องทางด้านขวามือ)
(รูปที่ 11.3)
2. กรณีที่ดึงราคาจากรายการซื้อครั้งสุดท้าย(ล่าสุด)มาใช้ ก็อาจจะ พบกับปัญหาอีกลักษณะหนึ่งก็คือ รายการ TK อยู่คนละรอบบัญชีกับรายการที่ซื้อ ซึ่งถ้าปิดประมวลผลไปแล้วรายการซื้ออาจถูกลบทิ้งได้ ทำให้หาต้นทุนจากรายการเก่าไม่พบ และจะหาราคาใหม่มาใช้ซึ่ง อาจจะไม่เท่ากับของเดิม (อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ปิดประมวลผลแล้ว ต้นทุนเปลี่ยนไป)
(รูปที่ 12)
สำหรับโปรแกรมตัวใหม่นี้ ได้ป้องกันปัญหานี้แล้ว โดยจะบันทึกค่า ในช่อง 'เพื่อเอกสาร' เป็น 'XXxxxxxxxx LY ' ซึ่งค่า LY และช่องว่างด้านท้ายจะเป็นตัวบอกว่าราคาถูกดึงจากรายการของ รอบปีก่อนและถ้าผ่านการประมวลผล โปรแกรมจะเปลี่ยนค่าจาก 'LY ' เป็น 'LY*' เพื่อเวลาที่คำนวณต้นทุนใหม่ จะได้รู้ว่าไม่ต้องหาราคาใหม่ (ใช้ราคาเก่านั้นไปเลย)
(รูปที่ 12.1)
3.!!! วิธีการที่โปรแกรมใช้หาราคาทุนมาใส่ให้ในรายการรับเข้าเป็นดังนี้ (เป็นรายการพวก TK ที่ปรับยอดเพิ่ม )
+ กำหนดราคาทุนเบื้องต้นก่อนดังนี้
ถ้า FIFO
ถ้า กำหนดราคาทุนมาตรฐานไว้
ราคา=ราคาทุนมาตรฐาน
ถ้า AVERAGE
ถ้า กำหนดราคาทุนมาตรฐานไว้
ราคา=ราคาทุนมาตรฐาน
+ เมื่อกำหนดราคาทุนเบื้องต้นได้แล้วต่อไปจะเลื่อนหารายการ
ซื้อหรือรายการรับเข้าที่อยู่ก่อนหน้ารายการที่จะหาราคาทุน
โดยมีเงื่อนไขการค้นหาดังนี้
- หากพบว่าเป็นรายการซื้อหรือรับเข้า (ไม่สนใจเอกสารที่เป็น TK ด้านเพิ่ม และ SR ) และราคาซื้อต่อหน่วย > 0 และ หน่วยนับตรงกัน (หน่วยที่ซื้อหรือรับเข้า ตรงกับหน่วยนับย่อยใน TK และ SR) หรือเป็นรายการยอดยกมา ที่ไม่ได้ป้อนรหัสหน่วยนับก็จะใช้ราคาของรายการที่พบนี้
ถ้า FIFO
ราคา=STCRD->LUNITPR (ราคาต่อหน่วยของล็อต)
ถ้า AVERAGE
ราคา=STCRD->XUNITPR (ราคาทุนต่อหน่วยของรายการ)
- หากราคาที่หามาได้นี้ > 0 ก็จะใช้ราคานี้เลย
=จบ=
+ หากหาจนสุดรายการเคลื่อนไหว(ด้านบน)แล้ว ยังไม่มีราคาต่อหน่วย แต่ราคาเบื้องต้น > 0 ก็จะใช้ราคานี้เลย
=จบ=
+ หากหาจนสุดรายการเคลื่อนไหว(ด้านบน)แล้ว ยังไม่มีราคาต่อหน่วย และราคาเบื้องต้นก็เป็น 0... จะเช็คต่อไปว่า
- ถ้าหน่วยนับย่อยใน TK หรือSR ตรงกับหน่วยนับซื้อล่าสุดในSTMAS (แต่ถ้าหน่วยนับไปตรงกับเอกสาร RL จะไม่ได้สนใจ จะข้ามไป )
และตัวคูณเป็นหน่วยย่อยในรายการTKหรือSR ตรงกับ STMAS->LPURFAC
ดังนั้น ราคา=STMAS->LPURPR - STMAS->LPDISC
- แต่ถ้าหน่วยนับย่อยใน TK หรือ SR ไม่ตรงกับหน่วยนับซื้อล่าสุด
ดังนั้น ราคา=(STMAS->LPURPR - STMAS->LPDISC) / STMAS->LPURFAC
+ ถ้าถึงตรงนี้ยังหาราคาไม่ได้ ก็จะปล่อยราคาเป็น 0
***จบวิธีการหาราคาทุนโดยโปรแกรม