·การบันทึกยอดยกมาของสินค้า บันทึกตามยอดคคงเหลือจากปีที่แล้ว ตามคลังคงเหลือ
·การซื้อสินค้า คิดต้นทุนตามราคาซื้อที่บันทึก ซึ่งถ้ามีรายการซื้อเข้ามาหลายใบก็จะถั่วเฉลี่ยราคาสินค้าตามมูลค่ารับเข้า
·การขายสินค้า กรณีมีสินค้าอยู่ในสต๊อก โปรแกรมจะตัดต้นทุนสินค้าตามราคารับเข้าถั่วเฉลี่ย
( รูปที่ 13 )
| • | กรณีที่ไม่มีสินค้าอยู่ในสต๊อก แต่มีการกำหนดราคาทุนมาตรฐานไว้โปรแกรมก็จะดึงราคาทุนมาตรฐานมาเป็นต้นทุนชั่วคราวให้ |
(รูปที่ 14)
แต่ถ้าไม่ได้ใส่ราคาทุนมาตรฐานโปรแกรมก็จะตัดสต๊อกโดยไม่มีราคาต้นทุน และเมื่อมีการรับสินค้าเข้ามาหลังวันที่ขาย โปรแกรมก็จะดูว่ามูลค่ารับเข้านั้นมีมาก หรือน้อยกว่าราคาทุนมาตรฐาน ถ้ามีน้อยกว่าโปรแกรมก็จะปรับปรุงต้นทุนเพิ่ม แต่ถ้ามีมากกว่า โปรแกรมก็จะทำการปรับปรุงต้นทุนลด เพื่อทำให้ราคาต้นทุนของสินค้าที่เหลืออยู่เท่ากับราคาที่รับเข้ามาจริง
(รูปที่ 14.1)
หมายเหตุ ถ้าวิธีการบันทึกบัญชีสินค้าเป็นแบบ Perpetual รายการปรับปรุงต้นทุนโดยโปรแกรม ก็จะลงบัญชีโดยใช้เลขที่บัญชีต้นทุนขาย แต่ถ้าเป็นแบบ Periodic โปรแกรมจะลงบัญชีตามมูลค่าของรายการรับเข้า ไม่มีการลงบัญชีของมูลค่าปรับปรุง
| • | กรณีที่มีสินค้าแต่ไม่พอตัดและไม่ได้ใส่ราคาทุนมาตรฐาน โปรแกรมก็จะตัดต้นทุนของสินค้าเท่าที่มีอยู่ จึงมีผลทำให้ราคาต่อหน่วยถั่วเฉลี่ยไม่เท่ากับราคาต่อหน่วยตอนที่รับเข้ามา |
(รูปที่ 15)
| • | กรณีที่มีสินค้าแต่ไม่พอตัดและได้ใส่ราคาทุนมาตรฐานไว้ โปรแกรมก็จะนำต้นทุนของสินค้าคงเหลือที่มี บวกกับราคาทุนมาตรฐาน และนำมูลค่าที่ได้มาถั่วเฉลี่ยเป็นราคา/หน่วยใหม่ |
(รูปที่ 16)
| • | การลดหนี้/รับคืนสินค้า ในกรณีที่มีการอ้างถึงเอกสาร IV |
| • | การลดหนี้อย่างเดียว ถึงแม้จะอ้างเอกสารหรือไม่อ้างถึงก็ตามจะไม่มีผลกับการคิดต้นทุนสินค้าเลย โปรแกรมจะมองว่าเป็นการลดแต่ยอดหนี้อย่างเดียว |
| • | กรณีที่สินค้าไม่ติดลบ โปรแกรมก็จะคิดต้นทุนรับคืนตามเอกสารที่อ้างถึง |
| (รูปที่ 17) |
| • | กรณีที่สินค้าไม่มียอดยกมา และมีรายการทางด้านขายอย่างเดียว ( สินค้าติดลบ) ถ้าไม่ได้ใส่ราคาทุนมาตรฐานไว้ โปรแกรมก็จะรับคืนสินค้าเข้าสต๊อกแต่จำนวนไม่มีมูลค่า แต่ถ้ามีการใส่ราคาทุนมาตรฐานไว้โปรแกรมก็จะรับคืนสินค้าเข้าสต๊อกตามราคาทุนมาตรฐาน |
(รูปที่ 18)
| • | การลดหนี้/รับคืนสินค้า ในกรณีที่ไม่มีการอ้างถึงเอกสาร IV |
| • | ราคาต้นทุนรับคืนที่โปรแกรมหาจะมาจากรายการซื้อหรือรับเข้า (ในกรณีรับเข้าจะมาจากเอกสารรับสินค้าสำเร็จรูปจากการผลิตและเอกสารปรับปรุงเพิ่มสินค้า) ที่อยู่ก่อนหน้าเอกสารที่ทำ แต่ต้องมีหน่วยซื้อหรือรับเข้าตรงกับใบลดหนี้ด้วย หรือถ้าไม่มีรายการข้างต้นโปรแกรมนำราคาทุนมาจากยอดยกมาของสินค้าที่มีหน่วยนับตรงกันหรือยอดยกมาที่ไม่ได้ใส่หน่วยนับไว้ |
(รูปที่ 19)
| • | กรณีที่สินค้าไม่มียอดยกมาและไม่มีการเคลื่อนไหว แต่มีการใส่ราคาทุนมาตรฐานไว้ โปรแกรมก็จะรับคืนสินค้าเข้าสต๊อกตามราคาทุนมาตรฐาน แต่ถ้าไม่ได้ใส่ราคาทุนมาตรฐานไว้โปรแกรมก็จะรับคืนสินค้าเข้าเฉพาะจำนวนโดยไม่มีราคาต้นทุน |
(รูปที่ 20)
• ถ้าไม่มีรายการตามรายละเอียดข้อ 1. และ 2. เลย และหน่วยนับย่อยใน SR ตรงกับหน่วยนับที่โปรแกรมเก็บไว้ (STMAS->LPURFAC) โปรแกรมก็จะไปนำราคามาจาก STMAS-> LPURFAC (ประวัติการซื้อครั้งล่าสุดที่โปรแกรมเก็บไว้) และถ้ามีส่วนลดก็จะหักส่วนลดก่อนที่จำนำมาใช้
(STMAS->LPURPR – STMAS->LPDISC)
(รูปที่ 21)
• แต่ถ้าหน่วยนับใน SR ไม่ตรงกับหน่วยนับที่โปรแกรมเก็บไว้ โปรแกรมก็จะหาต้นทุนโดยนำราคาซื้อล่าสุดมาลบกับส่วนลดล่าสุด และหารด้วยหน่วยนับล่าสุด (STMAS->LPURPR – STMAS-> LPDISC) / STMAS->LPURFAC
| • | ถ้าราคาซื้อล่าสุดไม่มีและราคาทุนมาตรฐานก็ไม่ได้ใส่ไว้ โปรแกรมก็จะรับคืนสินค้าเข้าสต๊อกแต่จำนวน ราคาทุนจะไม่มี |
| • | การทำใบเพิ่มหนี้ลูกหนี้ จะไม่มีผลกับต้นทุนของสินค้าเลย โปรแกรมจะมองว่าเป็นการเพิ่มหนี้ของลูกหนี้อย่างเดียว |
| • | การทำใบเพิ่มหนี้เจ้าหนี้ จะมีผลกับต้นทุนของสินค้า เช่นเดียวกับการทำใบลดหนี้/ส่งคืนสินค้า |
| • | การลดหนี้/ส่งคืนสินค้า |
• การทำใบลดหนี้/ส่งคืนสินค้า ไม่ว่าจะมีการอ้างถึงใบ RR หรือไม่ก็ตาม จะมีผลทำให้จำนวนของสินค้าและต้นทุนสินค้า ณ วันที่ทำใบลดหนี้ลดลง แต่จะไม่มีผลย้อนหลังไปยังเอกสารที่เรามีการอ้างถึง
(รูปที่ 22)
| • | ถ้ามีการส่งคืนสินค้า ณ ขณะที่มียอดเป็นศูนย์หรือยอดติดลบ ถ้าไม่ได้ใส่ราคาทุนมาตรฐานไว้โปรแกรมก็จะตัดสินค้าออกไปแบบไม่มีต้นทุน แต่ถ้าหลังจากนั้นมีการรับสินค้าเข้ามาโปรแกรมก็จะมีการปรับปรุงต้นทุนให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ต้นทุนของสินค้าคงเหลือตรงกับราคาที่รับเข้ามาจริง |
(รูปที่ 23)
| • | แต่ถ้าเป็นการลดหนี้อย่างเดียว ณ ขณะที่สินค้ามียอดเป็นศูนย์ ก็จะมีผลทำให้ต้นทุนติดลบ ถ้าหลังจากนั้นมีการรับเข้าของสินค้า โปรแกรมก็จะไปลดมูลค่ารับเข้าของสินค้าล็อตนั้นลง |
(รูปที่ 24)
| • | รายการประจำวันสินค้า เมนูสินค้าข้อ 1. โปรแกรมจะตัดต้นทุนให้เสมือนกับรายการรับเข้าของสินค้าและการจ่ายออกของสินค้า ตามเงื่อนไขข้างต้น |
| • | ถ้าเป็นรายการตรวจนับสินค้าที่เมนูสินค้าข้อ 6. โปรแกรมจะมีวิธีการคิดต้นทุนดังนี้ |
| • | ในกรณีที่เป็นการปรับปรุงเพิ่ม โปรแกรมจะนำราคาทุนมาจาก |
|
STNPR |
ดึงราคามาจากราคามาตรฐาน |
|
AVGPR |
ดึงราคาจากราคาถั่วเฉลี่ยสุดท้ายของรายการก่อนหน้า TK ซึ่งเอกสารรับเข้าต้องเป็นบิลซื้อ หรือรับเข้าที่เป็น JU แต่ถ้าไม่มีบิลรับเข้าเลยมีแต่ เอกสาร TK ก็จะไม่ได้ใช้ ก็จะเป็น 0 |
|
LPURPR |
ดึงราคาซื้อล่าสุดที่เก็บไว้ในคลังหรือรายละเอียดสินค้า |
|
เลขเอกสาร+ลำดับ |
ดึงราคาจากเอกสาร+ลำดับนี้เลย ซึ่งเอกสารที่จะดึงมานั้นจะมาจากเอกสารซื้อ (POSOPR = '0' ) และเอกสารปรับปรุงเพิ่มสินค้า ( POSOPR = '1' ) |
| • | หมายเหตุ |
1.กรณีที่ดึงราคามาตรฐานมาใช้ (ค่าในช่องเป็น STNPR) แล้วต่อมาภายหลังมีการเปลี่ยนราคามาตรฐานที่แฟ้มรายละเอียดสินค้า...
โปรแกรมจะเตือนให้ทราบด้วย Error 2695 รายการตรวจนับนี้โปรแกรมเคยดึงราคามาตรฐานมาให้ แต่ราคามาตรฐานปัจจุบันเปลี่ยนไป รหัสสินค้า [xxxxxxxxxxxx]
ในเอกสาร dd/mm/yy [TKxxxxxxxx-xx] หากท่านต้องการเปลี่ยนราคาของรายการตรวจนับนี้ใหม่ ให้ไปเปลี่ยนได้ที่ เมนูสินค้าข้อ 7.3 กด Ctrl+F7 เพื่อเข้าไปแก้ค่าใช่อง 'ราคา/หน่วย' ที่หน้า 2
ถ้า User ไปแก้ไข 'ราคา/หน่วย' ของ TK ที่เมนูสินค้า 7.3 ดังกล่าว โปรแกรมจะให้ยืนยันอีกครั้ง จากนั้นโปรแกรมจะบันทึกข้อความว่า FIX ไว้ที่ด้านท้ายของช่อง 'เพื่อเอกสาร' เพื่อบอกโปรแกรมให้รู้ว่าเวลาที่คำนวณต้นทุนใหม่ ให้ใช้ราคาที่อยู่ในช่อง 'ราคา/หน่วย' นั้นคำนวณไปเลย (นั่นคือ ถ้าลูกค้าต้องการกำหนดราคาที่ตรวจนับเพิ่มเอง ก็จะต้องใส่คำว่า 'STNPR FIX' ไว้ในช่อง 'ราคา/หน่วย' โดยให้คำว่า FIX อยู่ชิดในช่องทางด้านขวามือ)
2. กรณีที่ดึงราคาจากรายการซื้อครั้งสุดท้าย(ล่าสุด)มาใช้ ก็อาจจะ พบกับปัญหาอีกลักษณะหนึ่งก็คือ รายการ TK อยู่คนละรอบบัญชีกับรายการที่ซื้อ ซึ่งถ้าปิดประมวลผลไปแล้วรายการซื้ออาจถูกลบทิ้งได้ ทำให้หาต้นทุนจากรายการเก่าไม่พบ และจะหาราคาใหม่มาใช้ซึ่ง อาจจะไม่เท่ากับของเดิม (อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ปิดประมวลผลแล้ว ต้นทุนเปลี่ยนไป) สำหรับโปรแกรมตัวใหม่นี้ ได้ป้องกันปัญหานี้แล้ว โดยจะบันทึกค่า ในช่อง 'เพื่อเอกสาร' เป็น 'XXxxxxxxxx LY ' ซึ่งค่า LY และช่องว่างด้านท้ายจะเป็นตัวบอกว่าราคาถูกดึงจากรายการของ รอบปีก่อนและถ้าผ่านการประมวลผล โปรแกรมจะเปลี่ยนค่าจาก 'LY ' เป็น 'LY*' เพื่อเวลาที่คำนวณต้นทุนใหม่ จะได้รู้ว่าไม่ต้องหาราคาใหม่ (ใช้ราคาเก่านั้นไปเลย)
3.!!! วิธีการที่โปรแกรมใช้หาราคาทุนมาใส่ให้ในรายการรับเข้าเป็นดังนี้ (เป็นรายการพวก TK ที่ปรับยอดเพิ่ม )
+ กำหนดราคาทุนเบื้องต้นก่อนดังนี้
ถ้า FIFO
ถ้า กำหนดราคาทุนมาตรฐานไว้
ราคา=ราคาทุนมาตรฐาน
ถ้า AVERAGE
ถ้า กำหนดราคาทุนมาตรฐานไว้
ราคา=ราคาทุนมาตรฐาน
+ เมื่อกำหนดราคาทุนเบื้องต้นได้แล้วต่อไปจะเลื่อนหารายการ
ซื้อหรือรายการรับเข้าที่อยู่ก่อนหน้ารายการที่จะหาราคาทุน
โดยมีเงื่อนไขการค้นหาดังนี้
- หากพบว่าเป็นรายการซื้อหรือรับเข้า (ไม่สนใจเอกสารที่เป็น TK ด้านเพิ่ม และ SR) และราคาซื้อต่อหน่วย > 0 และ หน่วยนับตรงกัน (หน่วยที่ซื้อหรือรับเข้า ตรงกับหน่วยนับย่อยในTKหรือSR) หรือเป็นรายการยอด ยกมา ที่ไม่ได้ป้อนรหัสหน่วยนับก็จะใช้ราคาของรายการที่พบนี้
ถ้า FIFO
ราคา=STCRD->LUNITPR (ราคาต่อหน่วยของล็อต)
ถ้า AVERAGE
ราคา=STCRD->XUNITPR (ราคาทุนต่อหน่วยของรายการ)
- หากราคาที่หามาได้นี้ > 0 ก็จะใช้ราคานี้เลย
=จบ=
+ หากหาจนสุดรายการเคลื่อนไหว(ด้านบน)แล้ว ยังไม่มีราคาต่อหน่วย แต่ราคาเบื้องต้น > 0 ก็จะใช้ราคานี้เลย
=จบ=
+ หากหาจนสุดรายการเคลื่อนไหว(ด้านบน)แล้ว ยังไม่มีราคาต่อหน่วย และราคาเบื้องต้นก็เป็น 0... จะเช็คต่อไปว่า
- ถ้าหน่วยนับย่อยใน TkหรือSR ตรงกับหน่วยนับซื้อล่าสุดในSTMAS
และตัวคูณเป็นหน่วยย่อยในรายการTKหรือSR ตรงกับ STMAS->LPURFAC
ดังนั้น ราคา=STMAS->LPURPR - STMAS->LPDISC
- แต่ถ้าหน่วยนับย่อยใน TK หรือ SR ไม่ตรงกับหน่วยนับซื้อล่าสุด
ดังนั้น ราคา=(STMAS->LPURPR - STMAS->LPDISC) / STMAS->LPURFAC
+ ถ้าถึงตรงนี้ยังหาราคาไม่ได้ ก็จะปล่อยราคาเป็น 0
จบวิธีการหาราคาทุนโดยโปรแกรม